ฝึกตนให้เป็นคนรักความสะอาด (love to be clean and clear)


ที่ท่านไม่ใช้ให้ใครทำ เพราะถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ท่านจึงเช็ดถู ทำความสะอาดของท่านเองหลวงพ่อก็เลยถามท่านว่า "ยาย ยายเพิ่งหายป่วย ทำไมยายเที่ยวมาก้มๆ เงยๆ ทำความสะอาดกุฏิอยู่อย่างนี้ล่ะ เดี๋ยวจะไม่สบายไปอีก" 

 

 

    มีเรื่องแปลกอยู่เรื่องหนึ่ง คือทั้งๆ ที่เห็นกันอยู่ต่อหน้าต่อตาอย่างนี้ บางคนเห็นแล้วก็ผ่านเลยไป แต่ว่าบางคนเห็นแล้วก็เก็บเอาไปคิด คิดแล้วก็ทำให้เกิดประโยชน์
    หลวงพ่อเองเมื่อก่อนนี้เห็นอะไรก็เคยเก็บเอาไปคิดเหมือนกัน  พอคิดหนักเข้า ๆ  ก็ได้คำตอบ  แต่เรื่องที่จะเล่าให้พวกเราฟังนี้  คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก    ต้องอาศัยครูบาอาจารย์ท่านอธิบายให้ฟัง เรื่องมีอยู่ว่า
    วันหนึ่ง หลวงพ่อเห็นคุณยายอาจารย์ฯ ซึ่งท่านเพิ่งหายป่วยได้ไม่นาน แต่ทันทีที่ท่านหายป่วย  ท่านก็บอกเด็กๆ ให้จัดผ้าขี้ริ้วมาให้ แล้วท่านก็พยายามเช็ดบานหน้าต่าง  เช็ดกระจก เช็ดทุกซอกทุกมุมในกุฏิของท่านตามแต่กำลังท่านจะให้
    ที่ท่านไม่ใช้ให้ใครทำ เพราะถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ท่านจึงเช็ดถู ทำความสะอาดของท่านเองหลวงพ่อก็เลยถามท่านว่า "ยาย ยายเพิ่งหายป่วย ทำไมยายเที่ยวมาก้มๆ เงยๆ ทำความสะอาดกุฏิอยู่อย่างนี้ล่ะ เดี๋ยวจะไม่สบายไปอีก" 
        คุณยายตอบว่า "ยายหายดีแล้ว กุฏิของเรา เราต้องรีบเช็ด  ไม่รีบเช็ดไม่ได้หรอกท่าน" 
        �จะเสียหายอะไรนักหรือยาย รอไว้ให้แข็งแรงอีกสักหน่อยค่อยเช็ดก็ได้ แต่จริงๆ แล้ว กุฏิยายนี้ก็ต้องถือว่าสะอาดมากแล้ว�
        คุณยายบอกว่า �ใช่ ก็สะอาดหรอก แต่ว่ามีทางทำให้สะอาดมากกว่านี้ได้ก็ต้องทำ เพราะว่ามันจะเป็นผลหยาบละเอียดต่อเนื่องกัน�
        หลวงพ่อก็ถามว่า �มันหยาบ มันละเอียดต่อเนื่องกันอย่างไรหรือยาย�
        ท่านตอบว่า �เวลาเราทำความสะอาด ก็เป็นบุญส่วนละเอียดส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในใจ ทำให้ชุ่มใจชื่นใจแล้วก็เก็บสะสมเอาไว้ในใจ แต่บุญอีกส่วนหนึ่งนั้น จะก่อให้เกิดเป็นวิมานของเรารอท่าไว้บนสวรรค์ ตายแล้วเรายังไม่หมดกิเลส เรายังต้องไปพักอยู่ที่นั่น บริวารของเราเขาก็ไปอยู่ที่นั่น บางคนที่ตายไปก่อนเขาก็ไปรอท่าเรา ไปอยู่เฝ้าวิมานให้เรา
        แต่ว่ามีข้อที่ต้องรู้นะท่าน ว่ากุฏิของเราหรือที่อยู่ของเราบนพื้นมนุษย์นี้ ถ้าเราปล่อยปละละเลยไม่ทำความสะอาดให้เรียบร้อย วิมานของเราที่เกิดขึ้นก็จะขุ่นมัวตามไปด้วย ยิ่งเราปล่อยกุฏิ ปล่อยที่อยู่อาศัยของเราให้รกรุงรังเท่าไร วิมานของเราก็หมองเท่านั้น วิมานเราหมองเท่าไหร่ใจของเราก็หมองตามโดยที่เราไม่รู้ตัวเท่านั้น พอใจหมองตาม โอกาสที่เราจะเจาะลึกเข้าไปถึงธรรมะละเอียดๆ ก็หมดสิทธิกัน�
        หลวงพ่อได้ฟังคุณยายพูดอย่างนี้ก็ตกใจ และเมื่อได้กลับมานั่งพิจารณา มานั่งสมาธิดู ก็เห็นจริงตามที่คุณยายว่า แล้วก็มองทะลุต่อไปอีก ไม่ทราบว่าพวกเราเคยสังเกตกันบ้างไหม 
        ยกตัวอย่าง เพื่อนของเราบางคนเวลาซื้อเสื้อผ้ามาใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นกางเกง หรือจะเป็นเสื้อก็ตาม ซื้อมาพร้อมกับเรา ใส่พร้อมกับเรา ทำงานร่วมกับเราตลอดทั้งวัน โดยไม่ได้เกี่ยงงาน ไม่ได้หนีงาน เราทำอย่างไรเขาก็ทำอย่างนั้น ทำงานหัวหกก้นขวิดมาด้วยกัน แต่ว่าเราจะสามารถแบ่งคนออกได้ถึง ๓ ประเภทด้วยกันคือ
        คนประเภทที่ ๑ ทำงานเหน็ดเหนื่อย สมบุกสมบันเท่ากับเรา แต่ว่าเสื้อผ้าของเขาก็ยังสะอาดไม่เปื้อนไม่เปรอะ ผิวพรรณของเขายังผ่องใส ทั้งที่อยู่กลางแดดเปรี้ยง กับเรานี่แหละ แต่ว่าหน้าของเขาก็ยังใสกว่าหน้าของเรา นี่พวกหนึ่ง
        คนประเภทที่ ๒ ทำงานอยู่กับเรา เหน็ดเหนื่อยเท่ากับเรา เขาก็มอมเหมือนกับเรา  หน้าตาม่อลอกม่อแลกเหมือนกับเรา นี่อีกพวกหนึ่ง
        คนประเภทที่ ๓ บางทีทำงานไม่ค่อยจะได้เรื่องด้วยซ้ำ แต่ว่าเสื้อผ้ากลับเลอะเทอะเปรอะเปื้อนหนักกว่าเราเข้าไปอีก หน้าตาก็ทั้งเกรียม ทั้งดำ ทั้งหมอง ดีไม่ดีสิวขึ้นจนกระทั่งหน้าเหมือนอย่างกับหน้าของไก่ชน
        หลวงพ่อสงสัยเรื่องนี้มาตั้งแต่เป็นเด็กแล้ว แต่ว่ายังหาคำตอบไม่ได้ พอคุณยายพูดอย่างนั้น  กลับไปถึงกุฏินั่งเข้าที่จึงมองทะลุที่เคยหาคำตอบมาตั้งเป็นสิบๆ ปี เพิ่งจะเจอวันนี้เอง ว่าถ้าคนใดมีใจรักความสะอาดมาข้ามภพข้ามชาติ ที่อยู่อาศัยก็ปัดกวาดเช็ดถูมาอย่างดีเยี่ยม วัดวาอารามก็ช่วยกันรักษาความสะอาดมาอย่างดี ทำให้เกิดมาชาตินี้ ไม่ว่าจะทำงานสมบุกสมบันเท่าไร ผิวพรรณก็ยังผ่องใส สว่าง สะอาด เสื้อผ้าก็ไม่เปรอะเปื้อนอะไรง่ายๆ      
        คนที่ขี้เกียจพอๆ กับเรา เขาก็ขุ่นมัวไปบ้างเหมือนอย่างกับเรา
        ส่วนคนที่แย่กว่าเรา เนื่องจากเขาขี้เกียจมากกว่าเรา สกปรกมากกว่าเรา บ้านช่องห้องหอไม่เคยเก็บไม่เคยกวาดเลย น้ำท่าก็ขี้เกียจจะอาบ วัดวาอาราม ของส่วนรวมของสาธารณประโยชน์ไม่เคยช่วยกันดูแลรักษา แถมยังไปทำให้สกปรกเสียอีกด้วย เพราะฉะนั้นชาตินี้จึงม่อลอกม่อแลกดูไม่ได้
        หรือแม้แต่ลูกของเราเองก็เหมือนกัน ลองไปสังเกตดู ลูกเรา ๓ คน ๕ คน พอถึงวันขึ้นปีใหม่ หรือว่าวันสงกรานต์ เราก็ซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ มาให้ ปรากฏว่าลูกบางคนใส่ยังไม่ทันข้ามวันดำเป็นขี้กะปิ แต่ว่าลูกบางคนใส่ไปวิ่งเล่นทั้งวันกลับไม่เปรอะไม่เปื้อน ก็มาจากตรงนี้แหละลูกเอ๊ย
        เพราะฉะนั้น การที่หลวงพ่อใช้ให้ช่วยกันปัดกวาดเช็ดถูอะไร ให้ดีใจเถอะว่า บุญนี้จะติดตัวเราไป ทำให้เกิดไปกี่ภพกี่ชาติผิวพรรณจะผ่องใส หน้าตาสะอาด ไม่มีมลทิน โอกาสที่หน้าจะเป็นสังกะตัง มีสิวขึ้นจนกระทั่งหน้าเห่อเหมือนอย่างกับไก่ชนที่เขาเพิ่งเอาไปตีกันมานั้น ไม่มี แล้วถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นไปอีก บ้านช่องห้องหอของเรา ก่อนจะนอนก็ควรเก็บกวาดเช็ดถูให้เรียบร้อย
        เมื่อเช้านี้ ตื่นนอนแล้วเก็บที่นอนกันบ้างหรือเปล่า ?
        หลวงพ่อเองเมื่อเล็กๆ ก็ขี้เกียจเหมือนกัน ตื่นเช้าขึ้นมาก็คิดว่า ไม่ต้องเก็บหรอก เพราะว่าคืนนี้ก็ต้องนอนอีก ปล่อยไว้อย่างนั้นเถอะ เดือนหนึ่ง ๒ เดือนก็ทำอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง โยมพ่อท่านเห็นลูกชายสกปรกมากนักก็ทนไม่ได้ แต่ท่านไม่รู้หรอกว่าเรื่องวิมานเรื่องสวรรค์เป็นอย่างไร ท่านเห็นหลวงพ่อไม่เก็บที่นอน ท่านเลยว่าเอา ว่าแรงเสียด้วย ท่านว่าอย่างนี้
        �ลูกเอ๊ย รู้ไหมสุนัขเวลาตื่นขึ้นมา ก่อนอื่นเลยมันทำอะไร�
        ตอนนั้นหลวงพ่อยังอยู่ชั้นประถม ก็ตอบท่านไป �มันตื่นมันก็บิดขี้เกียจก่อนนะพ่อ�
        �แล้วมันทำอะไรอีก�
        �มันก็สะบัดขน�
        �มันสะบัดขนทำไมลูก�
        �มันคงทำความสะอาดตัวเองมั้ง�
         �ใช่ ขนาดสุนัขมันยังต้องสะบัดขนทำความสะอาด แล้วเราเป็นคนนอนแล้วมุ้งม่านไม่เก็บ ไม่ทำความสะอาด สงสัยลูกของพ่อท่าจะแย่กว่าสุนัขเสียแล้ว� ท่านยังแถมต่ออีกด้วยว่า �แต่ว่าที่บิดขี้เกียจอย่างสุนัข ไม่ต้องไปเอาอย่างมันหรอกนะ�
        เพราะฉะนั้น จำไว้ ใครที่มีลูกมีหลานก็สั่งสอนเสียด้วยว่า ตื่นนอนขึ้นมาอย่ามัวแต่บิดขี้เกียจ ตื่นขึ้นมาแล้วต้องเก็บที่นอน พับให้เรียบร้อย อันไหนควรตากก็เอาไปตาก อันไหนควรซักก็เอาไป บ้านช่องห้องหอต้องทำความสะอาดให้ดี ไม่ปล่อยให้หยากไย่ใยแมงมุมรกรุงรัง
        แม้ที่สุด มาวัดก็ต้องช่วยกันรักษาความสะอาด แล้วจะกลายเป็นบุญที่จะทำให้เราไม่ว่าจะเกิดไปกี่ภพกี่ชาติ ผิวพรรณจะสะอาดผ่องใส หน้าตามีสง่าราศี มีน้ำมีนวล เสื้อผ้าไม่สกปรกมอมแมม นี่เป็นอย่างนี้นะลูกเอ๊ย
       
   

แก้ไขล่าสุด (วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม 2006 เวลา 20:36 น.)