วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562

มหาสถูปแห่งเกสเรีย, #เกสริยา

มหาสถูปแห่งเกสเรีย, #เกสริยา
ระหว่างเมืองปัฏนา - กุสินารา
ใช้เวลาเกือบ 2ชั่วโมง อยู่ระหว่างเมืองปลงอายุ - เมืองปรินิพพาน
🌟🌟🌟🌟🌟
มหาสถูปแห่งเกสเรีย หรือที่ในปัจจุบันเรียกว่า เกสริยา, เกสเรีย (อังกฤษ: Kesaria, อักษรเทวนาครี: केसरिया) เป็นสถานที่ตั้งของมหาสถูปพบใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินเดีย สถานที่ประดิษฐานบาตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงประทานแก่ชาววัชชี เมื่อครั้งพุทธกาลเกสเรียอยู่ในเขตพรมแดนของแคว้นวัชชีและแคว้นมัลละต่อกัน (รัฐพิหารในปัจจุบัน)
เดิมมหาสถูปแห่งเกสเรียไม่เป็นที่รู้จักและไม่เป็นจุดสำหรับจาริกแสวงบุญของชาวพุทธ แต่หลังจากกองโบราณคดีอินเดียได้ขุดค้นเนินดินใหญ่พบพระมหาสถูปโบราณที่มีความเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 1,400 ฟุต สูงถึง 51 ฟุต (เดิมอาจสูงถึง 70 ฟุต) ซึ่งทำให้มหาสถูปโบราณที่ค้นพบใหม่นี้กลายเป็นมหาสถูปที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย มีลักษณะคล้ายกับเจดีย์ชเวดากองและพระมหาสถูปบุโรพุทโธ ซึ่งทำให้มีผู้สันนิษฐานว่ามหาสถูปแห่งเกสริยานี้เป็นต้นแบบของมหาสถูปทั้งสอง
โดยมหาสถูปแห่งเกสเรียเป็นสถูปเดียวกับที่ปรากฏในบันทึกของพระถังซำจั๋ง ที่เคยจาริกแสวงบุญมายังสถานที่แห่งนี้ ท่านได้กล่าวไว้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของพระมหาสถูปที่ประดิษฐานบาตรของพระพุทธองค์ที่พระพุทธเจ้าทรงประทานแก่ชาววัชชีเมืองไวสาลีที่ตามมาส่งเสด็จพระพุทธองค์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเสด็จไปยังเมืองกุสินาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน
เกสริยาในปัจจุบันอยู่ห่างจากกุสินาราประมาณ 120 กิโลเมตร ในเขตรัฐพิหาร ระหว่างทางจากเมืองไวสาลีไปยังเมืองกุสินารา

Cr.พระสนิทวงศ์ วุฒิวํโส

คันธเจดีย์ เวสาลี

ในพรรษาที่ ๔๕ อันเป็นพรรษาสุดท้ายแห่งพระชนมายุ ในช่วงเหมันตฤดู พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับ ณ บ้านเวฬุคาม เขตเมืองเวสาลีหรือไพศาลี แคว้นวัชชี อันเป็นสถานที่ทรงพิจารณาชราธรรมแสดงโอฬาริกนิมิต และปลงมายุสังขาร ต่อจากนั้นพระผู้มีพระภาคจึงนำภิกษุจำนวน ๕๐๐ รูป เสด็จประทับ ณ กูฏาคารศาลาในป่ามหาวัน ในครั้งนั้นบรรดากษัตริย์ลิจฉวีแห่งแคว้นวัชชีทั้งหมดซึ่งร่วมกันปกครองแบบสามัคคีธรรม ได้ทราบข่าวการเสด็จมาของพระพุทธองค์ จึงนำเครื่องสักการบูชามาถวายเป็นอันมาก พร้อมน้อมฟังพระธรรมเทศนาบังเกิดความรื่นเริงในธรรมโดยถ้วนหน้ากัน
ครั้นรุ่งเช้า พระบรมศาสดาพร้อมกับภิกษุสงฆ์ได้เสด็จเข้าไปรับอาหารบิณฑบาตตามที่บรรดากษัตริย์ลิจฉวี ทูลนิมนต์และจัดถวายในพระราชนิเวศ ครั้นทำภัตกิจและแสดงพระธรรมเทศนาโปรดแล้ว จึงนำเหล่าภิกษุสงฆ์เสด็จออกจากพระนครเวสาลี พระบรมศาสดาเสด็จประทับยืนอยู่หน้าประตูเมืองเวสาลี เยื้องพระกายผินพระพักตร์มาทอดพระเนตรเมืองเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมรับสั่งว่า
“ดูก่อนอานนท์ การเห็นเมืองเวสาลีของตถาคตครั้งนี้ เป็นปัจฉิมทัศนะ คือเป็นการเห็นครั้งสุดท้าย”
สถานที่เสด็จประทับยืนทอดพระเนตรโดยพระอาการที่แปลกจากเดิม พร้อมทั้งรับสั่งเป็นนิมิตเช่นนั้นเป็นเจดีย์สถานอันสำคัญเรียกว่า “นาคาวโลกเจดีย์” นาคาวโลก คือ การเหลียวมองอย่างพญาช้าง คือการยืนหันหลังให้กับสิ่งนั้นหรือเดินจากสิ่งนั้นแล้วหันพระพักตร์เอี้ยวคอหันไปทอดพระเนตรสิ่งของหรือสถานที่ ที่อยู่ทางเบื้องหลัง ซึ่งเป็นอาการที่พระพุทธเจ้าทรงทำเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว เหตุที่พระบรมศาสดาตรัสเช่นนี้ถือเป็นมรณญาณ คือ เป็นลางบอกให้พระสงฆ์สาวกและพุทธบริษัททราบล่วงหน้า เพราะเป็นเวลาใกล้ที่จะปรินิพพานจึงไม่อาจกลับมาเห็นเมืองเวสาลีประการหนึ่ง
และอีกประการหนึ่งคือพระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณล่วงหน้าถึงความเป็นไปภายหลังพุทธปรินิพพานว่า นอกจากพระองค์แล้วแม้มหาชนทั่วไปก็ไม่อาจได้เห็นเมืองเวสาลีอีก เนื่องจากเมื่อพระบรมศาสดาปรินิพพานแล้ว กองทัพของพระเจ้าอชาตศัตรูผู้เป็นกษัตริย์แห่งแคว้นมคธได้มีชัยเหนือเมืองเวสาลี เอกราชของบรรดากษัตริย์ลิจฉวีที่ปกครองโดยสามัคคีธรรมก็สูญสิ้นไปนับแต่นั้นมา ทั้งนี้เพราะบรรดากษัตริย์ลิจฉวีมิได้ตั้งมั่นอยู่ใน “ลิจฉวีอปริหานิยธรรม” อันเป็นธรรมที่พระบรมศาสดาประทานสำหรับใช้ปกครองร่วมกันแบบสามัคคีธรรม ซึ่งสามารถต้านทานกองทัพอันเกรียงไกรของพระเจ้าอชาตศัตรูไว้ได้ถึง ๒ ครั้ง แต่ในครั้งที่ ๓ พระเจ้าอชาตศัตรูได้ส่ง วัสสการพราหมณ์ เข้ามายุยงปลุกปั่นให้บรรดากษัตริย์นักรบทั้งหลายแตกร้าวในความสามัคคี ไม่ตั้งมั่นอยู่ในหลักอปริหานิยธรรมเมืองเวสาลีก็ถึงกาลอันล่มสลาย
จากนั้นจึงตรัสสั่งให้พระอานนท์พร้อมทั้งเหล่าพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เดินทางไปสู่บ้านภัณฑุคาม ป่ามหาวัน บ้านหัตถีคาม บ้านอัมพะคาม บ้านชัมพูคาม และโภคนครโดยลำดับ ภายหลังจากแสดงธรรมโปรดพุทธบริษัทชาวเมืองโภคนครและ พระพุทธเจ้าทรงเสด็จไปยังเมืองปาวานคร เสด็จเข้าประทับพำนักอยู่ที่อัมพวันสวนมะม่วงของนายจุนทะกัมมารบุตรซึ่งอยู่ใกล้เมืองปาวานั้น
ความสำคัญของเมืองเวสาลี
เวสาลี หรือ ไวศาลี คือเมืองโบราณในสมัยพุทธกาล มีความสำคัญในฐานะที่เป็นเมืองหลวงของคณะเจ้าลิจฉวี ที่มีการปกครองแคว้นวัชชีด้วยระบอบคณาธิปไตยแห่งแรก ๆ ของโลก (บ้างก็ว่าด้วยระบอบประชาธิปไตย) เมืองนี้เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งในสมัยพุทธกาล เป็นเมืองที่มั่นแห่งสำคัญของพระพุทธศาสนาในสมัยนั้น โดยพระพุทธเจ้าเคยเสด็จเยี่ยมเมืองแห่งนี้ในปีที่ ๕ หลังการตรัสรู้ ตามการกราบบังคมทูลเชิญจากเจ้าผู้ครองแคว้น และในช่วงหลังพุทธกาล เมืองแห่งนี้ได้ตกเป็นของแคว้นมคธโดยการนำของพระเจ้าอชาตศัตรูพระราชาแห่งเมืองราชคฤห์ และหลังการล่มสลายของราชวงศ์พิมพิสารในเมืองราชคฤห์ พระราชาองค์ต่อมาจึงได้ย้ายเมืองหลวงแห่งแคว้นมคธมายังเมืองเวสาลี ทำให้เมืองแห่งนี้เจริญถึงขีดสุด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองนี้ได้เป็นสถานที่ทำทุติยสังคายนาของพระพุทธศาสนา ก่อนที่จะเสื่อมความสำคัญและถูกทิ้งร้างลงเมื่อมีการย้ายเมืองหลวงของแคว้นมคธไปยังเมืองปาฏลีบุตรหรือเมืองปัตนะอันเป็นเมืองหลวงของรัฐพิหารในปัจจุบัน เวสาลีมีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาล โดยเป็นเมืองหลวงแห่งแคว้นที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากแคว้นหนึ่งในบรรดา ๑๖ แคว้นของชมพูทวีป มีการปกครองด้วยระบบสามัคคีธรรมหรือคณาธิปไตย ที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยระบบหนึ่ง คือไม่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขทรงอำนาจสิทธิ์ขาด มีแต่ผู้เป็นประมุขแห่งรัฐซึ่งบริหารงานโดยความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งจะประกอบไปด้วยเหล่าสมาชิกจากเจ้าวงศ์ต่าง ๆ ซึ่งรวมเป็นคณะผู้ครองแคว้น ในคัมภีร์พระพุทธศาสนากล่าวว่าเจ้าวงศ์ต่าง ๆ มีถึง ๘ วงศ์ และในจำนวนนี้วงศ์เจ้าลิจฉวีแห่งเวสาลีและวงศ์เจ้าวิเทหะแห่งเมืองมิถิลาเป็นวงศ์ที่มีอิทธิพลที่สุดในสมัยพุทธกาล
ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาที่เวสาลีหลายครั้ง แต่ละครั้งจะทรงประทับที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวันเป็นส่วนใหญ่ พระสูตรหลายพระสูตรเกิดขึ้นที่เมืองแห่งนี้ และที่กูฏาคารศาลานี่เอง ที่เป็นที่ ๆ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรี พระน้านางของพระพุทธองค์ พร้อมกับบริวาร สามารถอุปสมบทเป็นภิกษุณีได้เป็นครั้งแรกในโลก และในการเสด็จครั้งสุดท้ายของพระพุทธองค์ พระองค์ได้ทรงรับสวนมะม่วงของนางอัมพปาลี นางคณิกาประจำเมืองเวสาลี ซึ่งนางได้อุทิศถวายเป็นอารามในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ได้ทรงจำพรรษาสุดท้ายที่เวฬุวคาม และได้ทรงปลงอายุสังขารที่ปาวาลเจดีย์ และเมื่อหลังพุทธปรินิพพานแล้วได้ ๑๐๐ ปี ได้มีการทำสังคายาครั้งที่ ๒ ณ วาลิการาม ซึ่งทั้งหมดล้วนอยู่ในเมืองเวสาลี ในช่วงไม่นานหลังพุทธปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เมืองเวสาลีได้ตกไปอยู่ในอำนาจของแคว้นมคธ โดยการนำของพระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์แห่งราชคฤห์ คัมภีร์พระพุทธศาสนากล่าวว่า สาเหตุของการเสียเมืองแก่แคว้นมคธ เพราะความแตกสามัคคีของเจ้าวัชชี เพราะการยุยงของวัสสการพราหมณ์ พราหมณ์ที่พระเจ้าอชาตศัตรูส่งเป็นไส้สึกเพื่อบ่อนทำลายภายใน เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูยกกองทัพมายึดเมืองจึงสามารถยึดได้โดยง่าย เพราะไม่มีเจ้าวัชชีองค์ใดต่อสู้ เพราะขัดแย้งกันเอง ทำให้แคว้นวัชชีล่มสลายและเมืองเวสาลีหมดฐานะเมืองหลวงแห่งแคว้นและตกไปอยู่ในอำนาจของแคว้นมคธ แต่จากเหตุการณ์ย้ายเมืองหลวงแห่งแคว้นมคธหลายครั้งในช่วง พ.ศ. ๗๐ ที่เริ่มจากอำมาตย์และราษฎรพร้อมใจกันถอดกษัตริย์นาคทัสสก์แห่งราชวงศ์ของพระเจ้าพิมพิสารแห่งราชคฤห์ออกจากพระราชบัลลังก์ และยกสุสูนาคอำมาตย์ซึ่งมีเชื้อสายเจ้าลิจฉวีในกรุงเวสาลีแห่งแคว้นวัชชีเก่าให้เป็นกษัตริย์ตั้งราชวงศ์ใหม่แล้ว พระเจ้าสุสูนาคจึงได้ทำการย้ายเมืองหลวงของแคว้นมคธไปยังเมืองเวสาลีอันเป็นเมืองเดิมของตน ทำให้เมืองเวสาลีมีความสำคัญในฐานะเมืองหลวงอีกครั้ง แต่ทว่าก็เป็นเมืองหลวงได้ไม่นาน เพราะกษัตริย์พระองค์ต่อมาคือพระเจ้ากาลาโศกราช ผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุสูนาค ได้ย้ายเมืองหลวงของแคว้นมคธอีก จากเมืองเวสาลีไปยังเมืองปาตลีบุตร ทำให้เมืองเวสาลีถูกลดความสำคัญลงและถูกทิ้งร้าง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เมืองแห่งนี้ถูกทิ้งร้างอย่างสิ้นเชิงในช่วงพันปีถัดมา
ภาพ : คันธเจดีย์ เป็นบริเวณที่กษัตริย์ลิจฉวีได้จัดพิธีต้อนรับพระพุทธองค์ ที่เสด็จมาสู่เวสาลี

Cr.พระสนิทวงศ์ วุฒิวํโส

ต้นโพธิ์ ณ วิหารมายาเทวี ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติของ เจ้าชายสิทธัตถะ

จะต้องมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบังเกิดอีกกี่พระองค์ สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงจะหมดกิเลสเข้าสู่ฝั่งพระนิพพานทั่วทั้งแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล
ถ้ายังยึดถือ ก็ไม่รู้จักปล่อยวาง
ถ้ายังหลง ก็ไม่รู้จักละ
ถ้ายังโทสะ ก็ไม่รู้สึกสงบ สันติ ร่มเย็นเป็นสุข
ถ้ายังโลภ ก็ไม่รู้จักอิ่มใจเมื่อได้ให้
ถ้าไม่เริ่มฝึกใจ เมื่อไรจะหมดกิเลส
มาร่วมกันสร้างบารมี เพื่อรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปสู่มรรคผลนิพพาน ทั้งแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล กันเถอะ
ภาพ : ต้นโพธิ์ ณ วิหารมายาเทวี ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติของ เจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ตรัสรู้เป็น พระสมณโคดมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า พระองค์ที่ 4 ในภัทรกัปนี้ 
Cr.พระสนิทวงศ์ วุฒิวํโส

สังเวชนียสถาน

จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ.มา เอเกน เทฺว อคมิตฺถ, เทเสถ ธมฺมํ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ, สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสถ, สนฺติ สตฺตา อปฺปรชกฺข ชาติกา อสฺสวนฺตา ธมฺมสฺส ปริหายนฺติ, ภวิสฺสนฺติ ธมฺมสฺส อญฺญาตาโร, อหมฺปิ ภิกฺขเว, เยน อุรุเวลา เสนานิคโม เตนุปสงฺกมิสฺสามิ ธมฺมเทสนายาติ.
.......................................................
"เธอทั้งหลายจงจาริกไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ ขอจงอย่าได้ไปรวมทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ ครบ บริสุทธ์บริบูรณ์ สัตว์ทั้งหลายจำพวกที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยมีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรมย่อมเสื่อม ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรม”
(วิ. มหา. 4/32/ 40)
จากพุทโธวาท ที่ให้แก่พระอรหันต์ 60 รูปแรก เพื่อไปประกาศพระธรรมวินัยที่ได้บรรลุ และโอวาทปาติโมกข์ที่ให้แก่พระอรหันต์ 1,250 รูป ให้อุดมการณ์ หลักการ วิธีการ เสมือน วันประกาศสันติภาพโลก เพื่อแนะนำความรู้ให้มวลมนุษยชาติเข้าถึงสันติสุขภายใน
ผ่านมา 2,600 กว่าปี พระธรรมวินัย ของพระพุทธเจ้าแผ่ขยายไปทั่วโลก จนกระทั่งพุทธบริษัทที่ได้รับธรรมะอันทรงคุณค่า ต่างเดินทางกลับมากราบ "พ่อ" ณ ดินแดนกำเนิด แม้ต่างเชื้อชาติ แต่รวมรอยด้วยกันได้ด้วยธรรมวินัย
กราบพระมหาเถระในอดีตที่ได้เอาชีวิตเป็นเดิมพันในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
พระอาจารย์เอาบุญกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ สังเวชนียสถาน 4 แห่ง มาฝากให้ทุกๆท่านมีดวงปัญญาสว่างไสวบรรลุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเร็วพลันเทอญ









Cr.พระสนิทวงศ์  วุฒิวํโส

ศึกษาหลักฐานบ้านของ #อนาถบิณฑิกะเศรษฐี

22 พ.ย. 25661 ณ เมืองสาวัตถี ที่ตั้งของ #พระเชตวันมหาวิหาร ของท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี
พระอาจารย์ ได้ไปศึกษาหลักฐานบ้านของ #อนาถบิณฑิกะเศรษฐี ซึ่งยังมีตัวอาคารหลงเหลืออยู่ มีทั้งบ่อเงิน บ่อทอง บ่อเพชรพลอย ยืนยันการมีอยู่ และเป็นแบบอย่างในสร้างบารมีด้วยศรัทธาที่มั่นคงในพระรัตนตรัย ของยอดอุปัฏฐากย์ ยอดอุบาสก ผู้อุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนา
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นแบบอย่างของพุทธศาสนิกชนที่ดีเยี่ยม ซึ่งนอกจากท่านจะมีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัยจนได้เป็นพระอริยบุคคลแล้ว ยังเป็นต้นบุญต้นแบบในการเผยแผ่พระธรรมคำสอนไปสู่ดวงใจของชาวโลกอีกด้วย เมื่อได้มาพบพระบรมศาสดา ก็ได้อุทิศเวลาทั้งหมดให้กับงานพระศาสนา สนับสนุนการเผยแผ่ธรรมะของพระพุทธองค์ ด้วยการตัดสินใจสร้างเชตวันมหาวิหารถวายแด่ภิกษุสงฆ์ เพื่อใช้เป็นที่ประพฤติปฏิบัติธรรมและเผยแผ่ธรรมะ สร้างสันติสุขให้กับชาวโลก โดยไม่รู้สึกหวงแหนหรือเสียดายทรัพย์สมบัติที่มีอยู่เลย เป็นผู้อุปถัมภ์สันติภาพโลกที่แท้จริง
ขอให้ทุกๆ ท่าน ร่ำรวยเงินทอง มีปัญญาในการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นยอดอุปัฏฐากย์พระพุทธศาสนา เหมือนอนาถบิณฑิกะเศรษฐี มีบ่อเงิน บ่อทอง บ่อเพชรพลอยเกิดขึ้นที่บ้าน ไปทุกภพทุกชาติเทอญ 



Cr.พระสนิทวงศ์  วุฒิวํโส

เมือง #กัมมาสทัมมะนิคม สถานที่ทรงแสดงพระเทศนา เรื่อง #มหาสติปัฏฐาน4

24 พ.ย. 2561 ณ เดลลี คณะนิสิตหลักสูตรสันติศึกษา ป.โท-เอก มจร. นำโดย พระอาจารย์หรรษา นั่งสมาธิ ณ เมือง #กัมมาสทัมมะนิคม สถานที่ทรงแสดงพระเทศนา เรื่อง #มหาสติปัฏฐาน4 แก่ชาวกุรุรัฐ
เป็นเนินกองหินขนาดย่อม มีรั้วล้อมรอบเป็นสัดส่วนเหมือนสวนสาธารณะซึ่งทางการเดลลี จัดให้เป็นโบราณสถานแห่งหนึ่ง
ที่สำคัญที่สุดคือ ยอดเนินเขาที่เต็มไปด้วยหินสีแดง ตรงกลางยอดเนิน มีหินก้อนหนึ่งขนาดประมาณ 1 เมตรครึ่ง พื้นผิวเรียบ มีรอยจารึกอักษรพราหมี ซึ่งกล่าวกันว่า พระเจ้าอโศก ให้จารึกไว้เพื่อบอกว่า สถานที่นี้พระพุทธเจ้าเสด็จมาแสดงมหาสติปัฏฐาน 4
🌟🌟🌟🌟🌟
สติปัฏฐาน 4 เป็นหลักการภาวนาตามมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นข้อปฏิบัติเพื่อรู้แจ้ง คือเข้าใจตามเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงโดยไม่ถูกกิเลสครอบงำ สติปัฏฐานมี 4 อย่าง กาย เวทนา จิต และธรรม
คำว่าสติปัฏฐานนั้นแปลว่า สติที่ตั้งมั่น, การหมั่นระลึก,
การมี #สัมมาสติ ระลึกรู้นั้นพ้นจากการคิดโดยตั้งใจ
โดยรวมคือ ตามเข้าไปรู้เห็น กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ตามความเป็นจริง ตามไตรลักษณ์หรือสามัญลักษณะว่า ไม่เที่ยง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ว่าเป็นทุกข์ ทนอยู่ในสภาวะเดิมไม่ได้ และเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเกิดดับเป็นธรรมดา


Cr.พระสนิทวงศ์ วุฒิวํโส

วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562


16 อานิสงส์ของการบวชระยะสั้น
สำหรับนิสิต นึกศึกษา ที่ได้บวชในช่วงสั้น ๆ เป็นครั้งคราว ถือว่าเป็นการบวชชั่วคราว หากตั้งใจประพฤติปฏิบัติอย่างเคร่งครัดแล้ว ย่อมได้ อานิสงส์ดังนี้


1. เป็นผู้รู้จักบริหารเวลา คือ รู้จักใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ภาษาศาสนาเรียกว่า กาลัญญุตา เป็นผู้รู้จักกาล อันเป็นคุณธรรมข้อหนึ่งของสัปบุรุษ
ขณะเป็นนิสิต นักศึกษา ภาระรับผิดชอบยังมีไม่มาก ความกังวลทางบ้านเรือนไม่มี หากรีบมาบวชก่อน ย่อมบรรลุธรรมได้โดยง่าย


2. แม้ช่วงเวลาจะสั้น แต่ถ้าลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็จะได้ลิ้มรสความสุขอันเกิดจากความสงบตั้งแต่เยาว์ เพราะตอนเป็นนิสิต นักศึกษา กิเลสยังไม่แก่จัด เป็นเหมือนไม้อ่อน พอดัดง่าย ครั้นบวชแล้วได้รับรสแห่งความสุขภายใน ก็จะรู้ว่า บาป บุญ นั้นมีจริง ความสุขภายในดีกว่า ก็จะไม่ติดในอามิสสุข อันเป็นความสุขทางโลก


3. มีโอกาสได้ศึกษาหลักธรรมไว้กำกับความรู้ จะได้ใช้ความรู้ไปในทางที่ถูกที่ควร ดังพุทธพจน์บทหนึ่งว่า
“ความรู้ทางด้านวิชาการ ที่ชาวโลกเรียน หากเกิดแก่คนพาล ไม่มีศีลธรรม ย่อมมีแต่จะนำความฉิบหายมาให้ เพราะเขาจะนำความรู้ไปใช้ในทางที่ผิด เนื่องจากไม่มีคุณธรรมกำกับ”


4. ทำให้ได้ฝึกวินัย และเข้าใจวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่เป็นคณะ ถ้าบวชแล้วตั้งใจฝึกฝนอบรมตนอย่างจริงจัง สึกออกไปแล้วจะเป็นคนรักวินัย
คนไทยส่วนมากมักจะไม่สังเกตทั้ง ๆ ที่มีพระเป็นตัวอย่างทางวินัยให้ดู เช้าขึ้นก็เดินออกไปบิณฑบาตกันเป็นแถว สวดมนต์หรือฟังเทศน์ท่านก็นั่งเป็นแถว เพราะฉะนั้นคนที่เคยบวชแล้วความมีวินัยก็จะติดเป็นนิสัยไปด้วย


5. ทำให้ได้ฝึกสมาธิ ทำจิตให้สงบ ซึ่งเป็นผลดีต่อการศึกษาต่อไปภายหน้า


6. เกิดความปลื้มปีติยินดี ที่ได้ทำความดีไว้แล้วตั้งแต่ยังเยาว์ ปีตินี้จะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจอยู่เสมอ ถึงคราวจะตาย ก็ไม่ห่วงหน้า พะวงหลังคนหนุ่มคนสาวมักมองโลกไปข้างหน้า คิดสร้างอนาคตอย่างนั้นอย่างนี้ ส่วนคนเฒ่าคนแก่จะเหลียวมองข้างหลัง คือ ถ้าเหลียวหลังไปดู เราได้ทำความดีอย่างนั้น ๆ นึกแล้วก็ชื่นใจ แต่ถ้าแก่แล้ว เหลียวหลังไปดู หาดีไม่ได้ ก็จะได้ความเหี่ยวใจเป็นเครื่องตอบแทน ตอนใกล้ตาย ก็จะตายแบบใจเหี่ยว ตรงกันข้าม ถ้าเคยบวช เคยทำความดีมาก่อน ก็จะปลื้มปีติว่าได้ทำความดีไว้ แม้จะตายก็ตายดี ตายอย่างคนที่ใช้ชีวิตคุ้มค่ามาแล้ว


7. ทำให้รู้จักเป้าหมายของชีวิตที่แท้จริงว่า เกิดมาทำไม เพราะ ฝึกแล้วรู้ว่า ทำให้กิเลสหมดไปได้ เกิดเป็นความสุขภายในขึ้นมาตามลำดับ จะได้แก้ไขปรับปรุงตัวเองได้อย่างถูกต้อง


8. ทำให้มีความอดทน ไม่หวั่นไหวในอุปสรรค
ตลอดเวลาที่บวชอยู่ สะสมอาหารไว้ไม่ได้ พรุ่งนี้เช้าจะมีฉันหรือไม่ ไม่รู้ ไม่ใช่ว่าออกบิณฑบาตแล้วจะได้กลับมาฉันทุกวัน บางวันก็ไม่ได้ ยิ่งไปต่างจังหวัดจะเห็นชัด บางจังหวัดไปแล้วรักน้ำใจพระบางองค์ ไปเยี่ยมวัดท่านตอนใกล้เพล ถึงปั๊บท่านก็นิมนต์ เดี๋ยวฉันด้วยกันนะ ท่านยกข้าวปลาอาหารที่บิณฑบาตตอนเช้า มีเหลือถึงตอนเพล เหลือบไปดู ท่าน 3 องค์มีปลาทูอยู่ซีกเดียว แล้วยังนิมนต์อาตมาให้ฉันด้วยอีกองค์หนึ่ง ครั้นเรามองไปที่ฝา ท่านยังบอกต่อ ไม่เป็นไร น้ำปลาเรามีอีกตั้งขวดเบ้อเร่อ
นอกจากนี้ ยิ่งไปนอนในกลด อยู่โคนไม้มาด้วย ได้ผ่านชีวิตมาอย่างนี้แล้ว ต่อไปจะมีแต่ความอดทน ไม่กลัวอุปสรรค ประเภทที่เคยหยิบโหย่งมาเท่าไร ๆ นอนห้องแอร์มาเท่าไร ๆ มาเจอฉันในบาตร ปักกลดอยู่ตามโคนไม้ โรคสำออยหายเป็นปลิดทิ้ง ขืนสำออยอยู่ มดหามตาย นี่ได้มาอย่างนี้


9. ทำให้รู้จักตนเอง คือ รู้ว่าตัวเองมีความรู้ ความสามารถมีคุณธรรมแค่ไหน เพียงใด เมื่อก่อนเราก็ว่าเราเก่ง แต่พอมาบวชแล้วได้ฝึกตน รู้เลยว่าจริง ๆ แล้ว ความสามารถแค่ไหน แต่เราได้พัฒนาปรับปรุงตัวเองขึ้นมาได้อีกระดับหนึ่ง อย่างที่ภาษิตจีนว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ทำให้เราประมาณฝีมือหรือความสามารถของตัวเองได้ กลายเป็นผู้รู้จักประมาณตน ซึ่งการที่จะรู้จักตัวเองนั้นเป็นเรื่องยาก แต่การรู้จักคนอื่นนั้นง่าย คนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ วิจารณ์ได้สารพัด แต่ตัวเองเป็นอย่างไร ดูทีไรก็ดีทุกที หลังจากบวชแล้ว เจอวินัย เจอกิจวัตร จึงรู้ว่า แต่ก่อนนึกว่าเราเก่งไม่เบา ที่ไหนได้ไม่ได้เรื่องเลย


10. ทำให้เป็นคนมีเหตุมีผล


11. ได้ชื่อว่าได้ชำระโทษทางกาย วาจา ใจ ให้สิ้นไป เพราะ
ศีล ชำระโทษทางกาย วาจา
สมาธิ ชำระโทษ ทางใจ
ปัญญา ชำระโทษทางสันดาน ให้เป็นคนมีสัมมาทิฏฐิ


12. ได้ชื่อว่า “ปฏิบัติบูชา” ซึ่งเป็นการบูชาอันสูงสุด แม้จะเป็นช่วง สั้น ๆ ก็ตาม


13. ทำให้มีโอกาสเอาชนะกิเลสได้ระยะหนึ่ง จึงมีเชื้อสายแห่งความเป็นผู้ชนะ

คนเราเมื่อมีเชื้อแห่งความชนะแล้ว ต่อไปเห็นอะไรก็ไม่ท้อเพียรจนสำเร็จได้ การปฏิบัติตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้อย่างเคร่งครัด จนสามารถเอาชนะกิเลสได้ในการบวชระยะสั้น ๆ นั้น ย่อมเกิดกำลังใจว่า เราก็มีฝีมือ ฉะนั้นการดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายนั้น แม้จะยากยิ่ง แต่ก็มิใช่สิ่งที่เหลือวิสัย ใจสู้ขึ้นมา เมื่อไหร่ หนทางข้างหน้าก็ไปได้ไม่ยาก


14. ทำให้แสวงหาความสุขได้มากที่สุด เท่าที่มนุษย์จะพึงมีพึงได้




15. ได้ชื่อว่า เป็นผู้มีกำไรชีวิตแล้ว เพราะได้กระทำกรรม
ที่บริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ


16. ได้ชื่อว่าเป็นผู้เริ่มถางทางไปพระนิพพานแล้ว ส่วนจะได้เท่าไรนั้น ไม่ต้องห่วง เพราะเมื่อได้เริ่มต้นหนึ่งแล้ว สอง สาม สี่ ห้า….ก็จะตามมาเอง แต่ถ้ายังไม่ได้เริ่มก็ยังอยู่ที่ศูนย์นั่นแหละ ตายเปล่าไปอีกชาติหนึ่ง

นี่คืออานิสงส์โดยย่อของการบวชชั่วคราว ด้วยเหตุนี้ก่อนที่จะปล่อยให้เด็กในปกครองของท่าน ไปหลงอยู่กับความเพลิดเพลินทางโลก หรือติดอบายมุขนานาชนิด ท่านที่เป็นพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ควรรีบสนับสนุนเขา ให้ได้มาบวชในพระบวรพุทธศาสนาก่อน ทั้งนี้นอกจากท่านจะได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองที่สมบูรณ์ที่สุดแล้ว ยังเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขอันไพบูลย์ยิ่งยืนนาน สมดังพุทธดำรัสที่ว่า

“จงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว
เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ ให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์เถิด”

(พระธรรมเทศนา หลวงพ่อทัตตชีโว)

“ปิดเทอมทางโลก เปิดเทอมทางธรรม”

โครงการบรรพชาสามเณรฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทั่วไทย พ.ศ. 2562
31 มีนาคม - 30 เมษายน พ.ศ. 2562

คุณสมบัติ
๐ เป็นเยาวชนชาย อายุ 10-18 ปี
๐ ได้รับอนุญาต จากผู้ปกครอง
๐ มีสุขภาพแข็งแรง
๐ ไม่ติดยาเสพติด สุรา และบุหรี่

กำหนดการ
- 31 มีนาคม เข้าโครงการ
- 6 เมษายน บรรพชา ณ วัดพระธรรมกาย
- 22 เมษายน พิธีตักบาตรพระ ณ วัดพระธรรมกาย
- 30 เมษายน จบโครงการ

สมัครและสอบถามรายละเอียด
ได้ที่ศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมทั่วประเทศ 02-831-1234
www.dmycenter.com